Feb 8

SEO หรือ Search Engine Optimization ก็คือ วิธีการทำเว็บไซต์ของตนเองให้ติดอันดับต้นๆ ของSearch Engine เราสามารถนำ Google Adwords มาประยุกต์ใช้ในการทำ SEO ได้ และ
ได้อย่างดีทีเดียวครับ

เพื่อนๆคงจะได้ทราบวิธีการทำงานของ Google Adwords กันไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า โฆษณาบนนั้น เป็นโฆษณาที่มีผลกับจิตใจของผู้เห็นโฆษณาภายในเสี้ยววินาทีท่านั้น เท่ากับว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากการโฆษณาบน Google Adwords นั้น เป็นผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม
ยิ่งกว่าโพลใดๆครับ เช่น ถ้าเรา ทำโฆษณาขึ้นมา 2 ชิ้น แล้วทำการโฆษณาแข่งกัน
หลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์ แล้วผลปรากฏดังนี้ครับ

157 Clicks | 1.2% CTR

311 Clicks | 2.5% CTR

ก็สามารถที่จะสรุปเบื้องต้นได้แล้วว่า ข้อความโฆษณาทางด้านซ้ายมือนั้น มีผลในการเรียกความสนใจ
ของผู้ที่อ่านได้มากกว่า (ใน Keywords นั้นๆ)

เราสามารถทำการทดสอบและปรับเปลี่ยนข้อความโฆษณา
ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เราสามารถหา Keywords และข้อความโฆษณาที่มีประสิทธิภาพสูงได้โดยเร็ว

ดังนั้นถ้าหากเราจะใช้ประโยชน์จาก Google Adwords เพื่อการทำ SEO ของเว็บไซต์นั้น

  • ลองทำการโฆษณาเว็บไซต์ของตนเองด้วย Google Adwords ก่อน เพื่อหา Keywords,
    • ข้อความโฆษณา และ landing page ที่มีประสิทธิภาพในการโฆษณาเว็บไซต์ของเราก่อน

    • เมื่อเรามี Keyword และข้อความโฆษณาที่สามารถทำกำไรให้กับเราได้แล้ว ก็ลองนำ Keyword,
      ข้อความโฆษณา และ landing page ชุดนั้นไปโฆษณาบน PPC อื่นๆ เช่น Overture.com,
      Findwhat.com แล้วดูว่ายังสามารถทำกำไรให้เราได้หรือไม่

    • ถ้าหากเราสามารถทำกำไรได้จาก Keyword , ข้อความโฆษณา และ landing page ชุดนั้น
      เราก็ค่อยทำ SEO เว็บไซต์ของเรา โดยการใช้ Keyword , ข้อความโฆษณา และ
      landing page ชุดนั้น โดยเราควรจะเลือกทำ SEO กับ Keyword ที่ทำกำไรให้กับเรามากที่สุด
      ก่อนเป็นอันดับแรก

ดัง นั้นจะเห็นว่า Google Adwords นั้นจะช่วยให้ประโยชน์ในการทำ SEO โดยจะทำให้เราสามารถค้นหา Keywords, ข้อความโฆษณา และ landing page ที่มีความสัมพันธ์กัน ได้โดยง่ายและรวดเร็ว

นอก จากนั้นการทำ SEO ด้วยวิธีนี้ ยังจะทำให้เราสามารถทำกำไรกลับมาได้สูง เพราะว่า เราเน้นการทำ SEO ในชุด Keyword, ข้อความโฆษณา และ landing page ที่สามารถทำกำไรกลับมาให้เราได้สูงอยู่แล้ว (เรารู้ตั้งแต่ก่อนทำ SEO แล้ว ด้วยการทดลองบน Google Adwords )

โดยสรุปแล้ว Google Adwords นั้นสามารถนำมาเป็นสื่อในการทดสอบการทำ  SEO ได้นั่นเอง เพราะทำได้ง่ายดายกว่ามาก จนกระทั่งเมื่อไหร่ที่เรามี Keywords, ข้อความโฆษณา และ landing page ที่คิดว่าดีและทำกำไรได้แล้ว จึงค่อยนำสิ่งเหล่านั้นไปใช้ในการทำ SEO แบบทั่วไป

Jan 25

SERP ย่อมาจาก Search Engine Results Page หมายถึง หน้าเว็บที่แสดงผลการค้นหาข้อมูลโดยเสริชเอ็นจิ้น (Search Engine) และผลการค้นหานั้นก็สอดคล้องและเกี่ยวข้องกับคำหลัก (Keyword) ที่เราต้องการค้นหานั่นเอง ซึ่งโดยปกติผลการค้นหาข้อมูลที่ปรากฏใน SERP จะประกอบไปด้วย ชื่อของเว็บไซท์ (Title) , ลิ๊งค์ไปยังเว็บไซท์ (URL) และรายละเอียดสั้นๆ ของเว็บไซท์ (Short Description)

ทีนี้เพื่อให้เห็นภาพเราก็ลองมาดูภาพแสดงตัวอย่าง SERP กันครับ

Search Engine Result Pageรูปแสดงส่วนต่างๆ ใน SERP

จากรูปเราลองมาดูกันว่าส่วนต่างๆ คืออะไรบ้าง

1. คำหลัก หรือ คีย์เวิร์ด (Keyword) ที่เราต้องการค้นหา
2. ชื่อเว็บไซท์ หรือ ไตเติ้ล (Title) ของเว็บที่อยู่ในผลการค้นหา
3. รายละเอียดสั้นๆ (Short Description) ของเว็บที่อยู่ในผลการค้นหา
4. ชื่อลิ๊งค์ (URL) ที่ลิ๊งค์ไปยังเว็บที่อยู่ในผลการค้นหา
5. ผลรวม (Result) ของการค้นหาโดยจะบอกว่าคำหลักนี้ถูกค้นเจอกี่รายการและขณะนี้กำลังแสดงผลอยู่ในหน้าที่เท่าไหร่

และถ้าสังเกตดูจะมีตัวอักษรบางตัวที่เป็นสีแดงๆ นั่นก็คือคำหลักหรือส่วนหนึ่งของคำหลักที่เราต้องการค้นครับ

จากผลการค้นหานี้เรารู้อะไรบ้างและมีผลต่อการทำ SEO อย่างไร
สำหรับผมแล้ว SERP ถือว่ามีผลต่อการทำ SEO เลยล่ะ เพราะเราสามารถประเมินคู่แข่งของเราได้ในเบื้องต้น อย่างน้อยเห็น URL ก็คาดเดาได้แล้วว่าคู่แข่งเราหินขนาดไหน อยู่ตำแหน่งไหน ทำ SEO กับคีย์เวิร์ดนี้ยังไง เป็นต้นครับ ถ้าคิดจะแข่งกับเค้าเราก็ต้องเอาข้อมูลที่ได้เหล่านี้มาช่วยกันประเมินครับ ว่าเราจะสู้หรือถอย กรณีถ้าเราจะทำแข่งนะครับ แต่ถ้าไม่คิดจะแข่งกับใครก็ทำตามใจเลยครับไม่แน่ทำไปทำมาอาจแซงมาอยู่ที่ 1 ก็ได้

สรุป
จริงๆ ผมไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันนะครับว่า SERP ที่จริงต้องเขียนว่า SERPs หรือเปล่าและถ้าเป็นแบบนั้น SERPs ก็ต้องย่อมาจาก Search Engine Results Pages และตรง s ผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามีหรือไม่มี แต่จากที่ค้นๆ ดูก็เขียนได้ 2 แบบนั้นล่ะครับความหมายคงไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ส่วนใครที่สงสัยว่าคีย์เวิร์ดที่ผมเอามาเป็นตัวอย่างนั้นมันคืออะไรก็ลองคลิ กสักเว็บที่อยู่ใน SERP นั่นล่ะครับ

Jan 21

การจัดการให้หน้าเว็บเพจแต่ละหน้าในเว็บไซต์ของเรา เป็นไปตามหลักของ  SEO จะทำให้เว็บไซต์ของเรา

มีการจัดอันดับที่ดีขึ้นได้ การจัดการเว็บเพจต้องทำอย่างไรบ้าง ดูได้ในบทความนี้
การ ทำ  SEO ให้กับเว็บเพจแต่ละหน้าของเว็บไซต์ จะทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นมิตร (friendly) กับ Robot ต่าง ๆ ของ Search Engine ได้นะค่ะ เมื่อเป็นมิตรกันก็คุยกันรู้เรื่อง เวลาใครถาม (ค้นหา ) เว็บไซต์ของเราจาก Search Engine จะทำให้สามารถบอกข้อมูลของเว็บไซต์เราได้ (ทำยังกะบอทเป็นคนเลยอ่ะ)

วิธีการทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นมิตรกับบอท ก็ทำได้ง่าย โดยการจัดการเว็บเพจแต่ละหน้า ตามรายละเอียดดังนี้

1. ชื่อไฟล์และชื่อโฟลเดอร์ การตั้งชื่อไฟล์และชื่อโฟลเดอร์ที่เกี่ยวข้องกับเว็บเพจหน้านั้น ควรตั้งชื่อให้สื่อความหมาย หรือมีคีย์เวิร์ดปนด้วย (เพราะบอทอ่านออกนะ) ไม่ว่าจะเป็นชื่อของเพจ ไม่ว่าจะเป็น .html .php ฯลฯ รวมทั้งชื่อโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์รูปและไฟล์เอกสารเว็บเพจ นอกจากนี้ชื่อรูปต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบหน้าเว็บเพจนั้น ก็ควรเป็นข้อความที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเพจนั้น ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น

หน้านี้เกี่ยวกับ SEO Guide เว็บมาสเตอร์เลยตั้งดังนี้
ชื่อไฟล์ SEO -guide_article.php
ชื่อโฟล์เดอร์ SEO -guide

2. เมนูของเว็บไซต์ การตั้งชื่อเมนูและตำแหน่งขอเมนูในหน้าของเพจ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการจัดการเว็บเพจให้ถูกหลัก  SEO เราจะต้องตั้งชื่อเมนูให้มีความหมาย และควรวางตำแหน่งของลิงค์เมนูที่เกี่ยวของกับเว็บไซต์ของเราไว้บริเวณส่วนบน สุดของเพจ (ยัดลิงค์เมนู) หรือไม่ควรเกินลิงค์ที่ 300 ในหน้าเพจนั้น ๆ เนื่องจากบอทจะทำการอ่านข้อมูลจากด้านบนของเพจ หากเจอลิงค์เมนู บอทก็จะตามลิงค์เข้าไปกวาดข้อมูลในหน้าถัดไปด้วย ซึ่งบอทยิ่งตามเข้าไปเก็บข้อมูลมากก็จะมีผลดีต่อเว็บไซต์ของเรา แต่บอทจะไม่กวาดตามเข้าไปในทุก ๆ ลิงค์เมนูของหน้าเพจ แต่จะตามลิงค์เข้าไปแค่ 300 ลิงค์แรกของหน้าเพจเท่านั้น

ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะนำลิงค์เมนูเว็บของเราไปวางที่ตำแหน่งล่าง ๆ เพราะจะหมดโอกาสที่จะถูกบอทเก็บข้อมูล ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรที่จะนำเมนูลิงค์เชื่อมโยงไปยังไซต์อื่น ๆ มาว่างไว้ที่ตำแหน่งด้านบน

สังเกตตัวอย่างได้จาก การลิงค์แบนเนอร์แลกลิงค์หรือแลก text link ซึ่งเป็นลิงค์ที่ออกนอกไซต์ (Outbound Link) จะถูกแสดงอยู่บริเวณด้านล่างของเว็บเพจ

3. ควบคุมจำนวนของ Outbound Link Outbound Link หรือ ลิงค์ที่เชื่อมโยงออกนอกเว็บไซต์ ควรที่จะมีไม่มากนัก ทั้งนี้เนื่องจาก Search Engine อย่าง Google.com จะพิจารณาจำนวนของลิงค์ที่ทำการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของเรา ซึ่งจะพิจารณาจากทั้ง Outbound Link และ Inbound Link ซึ่งหาก Outbound Link ของเว็บไซต์เรามีเยอะ จะทำให้ค่า PR (PageRank) ของเรามีค่าน้อย ซึ่งจะมีผลต่อการจัดลำดับรายการการค้นหา ทำให้อันดับของเว็บไซต์เราลดลง ในขณะเดียวกันหาก Outbound Link ของเราน้อยก็จะมีผลดีกับเว็บไซต์ของเรา

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้เว็บไซต์ของเรามี Outbound Link เลย เพราะ Outbound Link ที่คุ้มค่าก็มี ตัวอย่างเช่น การแลกลิงค์กับเว็บอื่น ๆ ถึงแม้เรามี Outbound Link แต่ในขณะเดียวกันก็มี Inbound Link ทำให้ไม่มีผลเสียกับเว็บเรา เนื่องจาก Outbound Link เป็นการเพิ่มช่องทางในการที่คนจะเข้าเว็บไซต์เราเพิ่มขึ้น

4. การใช้ CSS เป็นการแบ่งส่วนต่าง ๆ ของเว็บเก็บแบบแยก แล้วมีการเรียกเข้ามาใช้งานในเพจ ซึ่งจะช่วยให้บอทสามารถโหลดส่วนต่าง ๆ ของเว็บ เพราะบางส่วนเช่นสคริปต์ต่าง ๆ บอทจะอ่านไม่ออก และหากมีการใส่สคริปต์ไว้ในหน้าเพจเดียว บอทเจอเยอะ ๆ เดียวบอทมีอาการงอนออกจากเว็บไปดื้อ ๆ จะส่งผลเสียทำให้เก็บข้อมูลของเราไม่ครบ และอีกอย่างก็คือหากไม่มีการจัดการเว็บเพจโดยใช้ CSS ช่วยจะทำให้หน้าเพจบวมเกินไป

5. ทำขนาดของเว็บเพจให้น้อยที่สุด ถือเป็นเรื่องที่สำคัญและเห็นผลกันอย่างชัด ๆ เนื่องจาก Google จะให้ความสำคัญกับขนาดของไฟล์ ซึ่งยิ่งมีขนาดน้อยได้ยิ่งดี เพราะหากเว็บที่มีข้อมูลต่าง ๆ เหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ขนาดของไฟล์ จะทำให้เว็บไซต์ที่มีขนาดหน้าเว็บเพจน้อยกว่าทำอันดับดีกว่า ซึ่งขนาดหน้าเว็บเพจควรมีขนาดไม่เกิน 32 kb. โดยเฉพาะหน้าโฮมเพจ จึงควรจัดการให้มีขนาดให้น้อยที่สุดเข้าไว้ เพื่อที่จะได้ทำดันดับสูง ๆ ใน Search Engine อย่าง Google

Jan 12

ขั้นตอนของการ ขนย้าย สิ่งของต่างๆ นั้น หากขาดซึ่งการวางแผน โอกาสที่สิ่งของจะสูญหาย แตกหักหรือล่าช้าก็สามารถเกิดกับคุณได้ แต่ถ้าหากคุณมีการวางแผนที่ดี จัดระบบต่างๆ ให้ลงตัว รับรองได้ว่าคุณจะเป็นอีกคนหนึ่งที่จะเป็นนัก ขนย้าย มืออาชีพอย่างแน่นอน

ขั้นตอนเบื้องต้นง่ายๆ ที่คุณควรที่จะจดจำไว้เสมอ นั่นก็คือ

1. วางแผนการขนย้าย ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด เนื่องจากว่าถ้าคุณไม่มีการวางแผนก่อนการทำงานแล้วล่ะก็ โอกาสที่ความผิดพลาดจะเกิดขึ้นย่อมเป็นไปได้อยู่ตลอดเวลาของการดำเนินงาน

2. การบรรจุและห่อหุ้มสิ่งของ อุปกรณ์ในการทำการบรรจุและห่อหุ้มก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเสมอ หากคุณใช้ผิดวิธีหรือผิดประเภท โอกาสที่จะเกิดความเสียหายระหว่างการขนส่งก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงมากเช่น กัน

3. การขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นการยกของ หรือรถที่จะใช้ในการนำสิ่งของของคุณไปส่งยังจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยก็ เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่นๆ ซึ่งจะขาดเสียไม่ได้ ดังนั้น กำลังคนและเครื่องจักรต้องพอเพียงและคุ้มค่าที่สุด

4. การจัดเรียงและแยกของ เมื่อสิ่งของที่คุณต้องการขนย้ายไปถึงยังที่หมายอย่างสวัสดิภาพแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายก็คือ การจัดวางสิ่งของต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทางอย่างระมัดระวัง เพื่อที่คุณจะได้จัดวางลงได้ในครั้งเดียว ไม่ต้องมาวุ่นวายหามุมใหม่ทุกๆ วัน

Jan 7

หลากหลายวิธีกับการ โปรโมทเว็บไซต์

เนื่องจากในยุคปัจจุบัน E-Commerce มีบทบาทสำคัญในการเป็นช่องทางหนึ่งของธุรกิจ
เว็บ ไซต์ คือ เครื่องมือสำคัญของ E-Commerce เป็นช่องทางที่ใช้ในการโปรโมทสินค้าและขายสินค้า นอกจากนี้แล้วเว็บไซต์ยังทำหน้าที่แนะนำบุคคล สถานที่ หรือเป็นที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างบุคคล ดังนั้นวิธีจะทำให้ธุรกิจกว้างไกล มียอดจำหน่ายที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถแนะนำบุคคลหรือสถานที่ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็น และเราจะสามารถทำได้อย่างไร ในบทความนี้จะช่วยให้ท่านได้รู้จักช่องทางที่หลากหลายในการที่จะช่วยเผยแพร่ เว็บไซต์ของท่านให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

36 วิธีโปรโมตเว็บไซต์

1.การใส่ชื่อเว็บไซต์ของท่านลงบนหัวจดหมาย
2.การใส่ชื่อเว็บไซต์ของท่านลงบนซองจดหมาย
3.การใส่ชื่อเว็บไซต์ของท่านไว้บนหัวกระดาษส่งแฟกซ์
4.การใส่ชื่อเว็บไซต์ของท่านไว้บนนามบัตร
5.การบอกเพื่อนญาติพี่น้องให้บอกต่อ (นี่ก็เป็นส่วนสำคัญในการทำให้บุคคลทั่วไปรู้จักเว็บไซต์ของท่าน)
6.การใส่ชื่อเว็บไซต์ของท่านไว้ในโบชัวร์
7.การใส่ชื่อเว็บไซต์ของท่านไว้บนโปสการ์ด
8.การแจกของที่ระลึกที่มีชื่อเว็บไซต์ของท่านติดอยู่
9.การใส่ชื่อเว็บไซต์ของท่านไว้ในปฏิทิน
10.แจกสติกเกอร์สำหรับแปะท้ายรถแล้วพิมพ์ชื่อเว็บของท่านไว้
11.การทำป้ายโฆษณาไว้บนหลังรถแท๊กซี่
12.การโฆษณาตามป้ายรถเมล์
13.การโฆษณาลงบนเว็บไซต์ยอดนิยมที่คนชอบเข้ามาดู
14.การโฆษณาในบิลบอร์ดตามทางด่วน
15.การโฆษณาทางทีวี
16.การโฆษณาในนิตยสาร
17.การโฆษณาในวิทยุ
18.การใส่ชื่อเว็บของท่านบนพวงกุญแจ
19.การโฆษณาบนใบปลิว
20.การทำสมุดฉีกแจกและโฆษณาเว็บบนหน้าสมุดฉีก
21.การจัดแถลงข่าวเปิดตัวเว็บไซต์ของคุณ
22.การเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่ม SMEs หรือ E-Commerce
23.การจัดแถลงข่าวเปิดตัวเว็บไซต์ของคุณ
24.การแจกเข็มกลัดติดกระเป๋า โดยพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ของท่านบนนั้น
25.การแจกสินค้าตัวอย่าง โดยพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ของท่านบนนั้นด้วย
26.การเขียนบทความแนะนำเว็บไซต์ในนิตยสาร
27.การเขียนบทความแนะนำเว็บไซต์ในหนังสือพิมพ์
28.การโปรโมทเว็บไซต์ในงานนิทรรศการหรืองานออกบูธต่างๆ
29.การทำจุลสารแจกและแนะนำเว็บไซต์
30.การโปรโมทเว็บไซต์กับพันธมิตรทางธุรกิจ
31.การประกาศใน Search Engine ของไทยและต่างประเทศ
32.การแลกลิ้งค์กับเว็บไซต์อื่นๆ
33.การโฆษณาโดยการพิมพ์ไว้หลังเสื้อ
34.การโฆษณาบนแบนเนอร์แขวนตามร้านค้า
35.การแจกที่คั่นหนังสือ โดยมีชื่อเว็บไซต์ของท่านอยู่บนนั้น
36.การลงโฆษณาในสมุดหน้าเหลือง

นี่ก็เป็น 36 วิธีที่จะช่วยให้ท่านสามารถโปรโมทเว็บไซต์ของท่านให้เป็นที่รู้จัก อย่างกว้างขวางมากขึ้นนะครับ ถึงแม้ว่าบางวิธีการจะดูเหมือนไม่มีประโยชน์ แต่วิธีการเหล่านี้ก็สามารถช่วยโปรโมทเว็บไซต์ของท่านได้มากที่เดียวละครับ แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์ต่อไปนะครับ สวัสดีครับ

credit: oxygen.readyplanet.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=573721&Ntype=19

Dec 2

There are usually two sides of the spectrum…some that want unlimited bandwidth hosting others that wonder if you really can have “unlimited bandwidth hosting.” First off, if you are looking for it, you are smart! If you are considering if it is real, well…good!

Why may it not be real?

-Well, some people bring up the case of overselling. Most webhosts that have unlimited offers do oversell, fortunately they limit how many websites are on one server, and they have the optimization reports to see when the server is about to fill up or slow down.

-Also, some people don’t like unlimited plans because of resource usage. Well, it is true that CPU is not taken into account with the unlimited plans, however with most legal sites, you will have absolutely no problem!

Some good ideas and websites that you can use an unlimited plan for are: movie type of websites, video type of websites, game type of websites, and much more!

You should always pick a web host that has some sort of live assistance, such as a live chat, a live telephone number you can call 24/7. Support tickets are helpful, however they will not get you immediate help if your website goes down or gets hacked! Be sure to trial the support before you sign up and ask some pre-sale questions. Just because the web host has different kinds of support doesn’t mean that they are actually using them.

Personally, I am on an unlimited bandwidth hosting plan, and I strongly recommend it! Pay a flat price (no upsell’s if you go over the bandwidth amount.)

Nov 16

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

ทางรถไฟสายโรแมนติก

ทางรถไฟสายโรแมนติก

ทางรถไฟสายโรแมนติก (กรุงเทพธุรกิจ)

ใคร ว่า เกียวโต มีแต่วัด วัด วัด และศาลเจ้า เกียวโตไม่ได้มีแต่วัด วัด วัด และศาลเจ้าเพียงอย่างเดียว สถานที่เที่ยวทางธรรมชาติก็มีเช่นกัน…. และที่หย่อนใจทางธรรมชาติที่เป็นที่นิยมนักหนาคือ ทางรถไฟสายโรแมนติก

ทางรถไฟสายโรแมนติก เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า รถไฟสายซากาโน่ ตั้งอยู่ในย่าน อาราชิยามา (Arashiyama) อัน เป็นย่านเที่ยวเล่น พักผ่อนของชาวเกียวโต ที่เป็นที่นิยมเอามาก ๆ แล้วก็ต้องเชื่อจริง ๆ เพราะแค่นั่งรถเมล์เข้าไปในเขตนั้นก็สัมผัสได้แล้ว…ผู้คนมหาศาล เดิน เที่ยว กิน ช้อป เต็มสองข้างถนน ท่ามกลางแดดที่ร้อนเปรี้ยงปร้าง น่าทึ่ง ตรงช่างไม่ยี่หระกับแสงแดดกันเสียจริง เพื่อนร่วมบ้านที่ปล่อยตัวแล้วแต่ฉันจะหิ้วพาไปที่ไหน ขยับตัวเพ่งมองออกไปนอกหน้าต่างรถ กระแสความคึกคักส่งกลิ่นอาย…โชย…มาถึง จนต้องเอ่ยปากถาม

“ที่ไหนเนี่ย?”

“อาราชิยามา…. เราจะไปนั่งรถไฟสายโรแมนติกกัน” ฉันบอกอย่างภูมิใจ จากวัด และวัด และวัด จะได้เปลี่ยนบรรยากาศเป็นชื่นชมธรรมชาติเดี่ยว ๆ เสียบ้าง

แต่นั่นแหละ อย่างที่เคยบอก ….ผังเมืองของเกียวโตเป็นรูปสี่เหลี่ยม สมัยก่อนห้ามสร้างวัดภายในเขตนคร เมื่อห้ามนัก ก็เลยออกมาสร้างกันนอกเขต ทำให้วัดสำคัญ ๆ ของเกียวโตส่วนใหญ่ซ่อนตัวอยู่ในอาณาเขตหุบเขา ที่หลีกลี้ออกมา… เขตอาราชิยามา ไกลห่างออกมา แม้มีชื่อเสียงเรื่องธรรมชาติที่งดงามก็ยัง มีวัด และวัด และวัด รวมทั้งศาลเจ้าจำนวนมากตั้งอยู่บริเวณนี้

ขณะตั้งหลักมองฝ่าเปลวแดดที่ส่องระยิบออกไปข้างนอก รู้สึกทึ่งกับบรรดาคน ญี่ปุ่นที่เดินฉับ ๆ ช่างเดินกันเก่งเสียจริง ไม่กลัวแดดกันเสียเลย พวกสาว ๆ เห็นออกมาเดินกันแบบนี้แต่งตัวกันสวย ๆ ทั้งนั้น ใส่ส้นสูงเดิน ฉับ ฉับ กันคล่องแคล่ว บางคนถือร่มกางกั้นแดด แต่ส่วนใหญ่จะถือพัดมากกว่า ถือติดไม้ติดมือทั้งหญิงและชาย มีทั้งแบบพลาสติกแข็ง ๆ และแบบที่เป็นพัดจีบพับเก็บได้ พอจะใช้ก็แค่คลี่สะบัดออก โบกพัดไล่ไอร้อนไปมา เห็นแล้วน่าสนุก ถ้าหยิบพัดสานจากไม้ไผ่บ้านเราติดมือมาด้วย เวลาเอาออกมาพัดโบก คงเก๋ดีพิลึก

ทางรถไฟสายโรแมนติก

คนญี่ปุ่นชอบเดิน และขี่จักรยาน ตามถนนหนทางในเกียวโตไม่ว่าจะย่านไหน จะมีผู้คนขี่จักรยานเป็นพาหานะกันมากมาย เวลาเดิน ๆ ไปตามทางเท้าต้องคอยระวัง เพราะจะมีรถจักรยานเอี่ยวขอใช้ทางด้วย ดูแล้วก็น่าอิจฉาที่การสัญจรของชาวเกียวโตมีให้เลือกหลากหลายตั้งแต่จักรยาน มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รถเมล์ รถไฟใต้ดิน ไปถึงรถไฟเชื่อมระหว่างเมือง

ตอนลงจากรถเมล์ มองแดดด้านนอกแล้วรู้สึกท้อขึ้นมา ยอมรับว่าเห็นเปลวแดดที่เต้นระยิบแล้วสู้ไม่ไหวจริง ๆ ที่คิดจะเดินเที่ยวชมโน่น ชมนี่เลยเปลี่ยนใจเสียเฉย ๆ กระทั่งเห็น สะพานโทเก็ตสึ (Togetsu) ที่ทอดข้ามผ่านแม่น้ำที่เป็นเสมือนหนึ่งในสัญลักษณ์ must-see ของที่นี่ ลิบ ๆ ยังเมินเฉย ไม่ขยับเท้ารี่เข้าหา กลับเอ่ยชักชวนเพื่อนร่วมบ้านไปทางอื่น

“หาสถานีรถไฟซากาดีกว่า” ใจตอนนั้นคิดแต่ว่า ได้นั่งรถไฟชมวิวคงจะดีกว่าเดินฝ่าเปลวแดดเที่ยวชมโน่นชมนี่เป็นแน่

ทางรถไฟสายโรแมนติก

แต่…. แค่เดินหา สถานีรถไฟซากา ก็ย่ำแย่เสียแล้ว ขนาดหยิบแผนที่จากบูธที่วางแจกนักท่องเที่ยวแท้ ๆ ยังเดินหลุดไปหลุดมา งง !!! หลงอีกแล้ว แผนที่ญี่ปุ่นต้องไม่มีมาตราส่วนแน่ ๆ อะไรใกล้-ไกล ถึงได้เพี้ยนไปหมด เพื่อนร่วมบ้านฉันแย้งขึ้นมา

“มีสิ แผนที่ก็ต้องมีสเกล…. แต่หมายถึงแผนที่ซื้อนะ ไม่ใช่แจก” แล้วจะพูดทำไมเนี่ย…

เดินหลุดไปหลุดมา กระทั่งไปเจอ วัดเท็นเรียวจิ (Tenryuji) อันเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของบริเวณนี้ และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในมรดกโลกด้านวัฒนธรรม แต่ ณ ตอนนั้นไม่มีอารมณ์ที่จะเข้าไปเที่ยวชมวัดใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย

แต่กระนั้นเมื่อผ่านวัดไปทางด้านหลัง ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านก็เจอเข้ากับสวนไผ่ ที่ขึ้นขนาบทางเดินแคบ ๆ ทั้งสองด้าน สวย….

ทางรถไฟสายโรแมนติก

ในใจต้องหลุดคำนั้นออกมา “สวยจริง ๆ”

ต้นไผ่ที่สูงเสียดขึ้นสองข้างทางอวดลวดลายของลำต้นที่เป็นปล้อง ๆ บดบังแดดที่ส่องจ้าด้านบน ให้เห็นแสงพอรำไร นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินผ่านเข้าไปตามทางที่ผ่าเข้าไปกลางสวนไผ่นั้น

ใครได้มาเผชิญสวนไผ่แห่งนี้เข้าคงคุ้นตา เพราะเป็นสถานที่ที่ได้ขึ้นอวดบนเว็บไซต์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่น หลายเจ้า ถ้าอากาศไม่ร้อนจัด และสภาพร่างกายพร้อมกว่านี้ ฉันคงไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปลุยข้างในเช่นกัน

ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านตัดใจเดินเลี้ยวออกจากทางที่ผ่านเข้าไปกลางสวนไผ่ เพราะจะยิ่งนำพาไปให้ห่างไกลจากสถานีรถไฟ แต่ในใจก็ยังอดนึกดีใจไม่ได้ ที่เดินกันเฟอะฟะมาจนได้เห็นสวนไผ่ที่อาราชิยามาจนได้

เดินวนไปวนมา กระทั่งมาตั้งต้นกันใหม่ที่จุดเดิม จุด ณ ที่ลงจากรถเมล์น่ะแหละ เอาเป็นว่าเริ่มกันใหม่ ลองจับทิศทางกันใหม่ คราวนี้จากที่ตอนแรกไปทางฝั่งขวา ลองเปลี่ยนเป็นฝั่งซ้าย (หันหน้าไปทางสะพานโทเก็ตสึ) ดูบรรยากาศแล้วดูเหมือนทางเดินฝั่งซ้ายจะไม่ ได้นำพาไปยังที่เที่ยวสำคัญ ๆ เหมือนทางเดินฝั่งขวา แต่ก็มีคนใช้เส้นทางนี้ไม่น้อย

“แหง ๆ ใช่แน่ ๆ “ เพื่อนร่วมบ้านมั่นอกมั่นใจขึ้นมาเชียว “เดินตามกันไปเยอะ ๆ แบบนี้ ต้องใช่แน่ ๆ”

แล้วก็ใช่จริง ๆ ด้วย ในที่สุดเราก็เห็นอาคารสีส้ม มีหัวจักรรถไฟแบบโบราณวางแสดงอยู่ด้านหน้า…Saga Torokko Station

รีบตรงรี่เข้าไปข้างในทันที ด้วยทั้งร้อน และเหนื่อย

ทางรถไฟสายโรแมนติก

บรรยากาศ ภายในคึกคัก หน้าเคาน์เตอร์ขายตั๋วมีจอทีวีติดตั้งด้านบนหลายจอ ฉายวนทำการตลาดให้นักท่องเที่ยวที่หลุดเข้ามาระหว่างทำการตัดสินใจว่าจะซื้อ ตั๋วชมวิวทางรถไฟสายโรแมนติกดีหรือไม่ ได้ชมดูความงามของทิวทัศน์สองข้างทางที่รถไฟวิ่งผ่าน ซึ่งจะแตกต่างตามฤดูกาลที่เปลี่ยนไป

ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อน
ดูแล้วใจไม่อ่อนยวบให้มันรู้ไป
ฤดูใบไม้ร่วง ใบเมเปิลเปลี่ยนสีเป็นสีส้มแดง
ฤดูหนาว เวิ้งว้าง เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน
ฤดูใบไม้ผลิ ซากุระออกดอกสีชมพูสะพรั่ง
ฤดูร้อน เผยให้เห็นต้นไม้สีเขียวขจี

แถวของนักท่องเที่ยวที่ยืนต่อคิวซื้อตั๋วไม่ยาวเท่าไหร่ พอใจชื้นว่าน่าจะได้ตั๋ว เพราะเคยอ่านเจอมาก่อนว่า ทางรถไฟสายนี้เป็นที่นิยมมาก

ควรจะจองซื้อตั๋วล่วงหน้าที่สถานีรถไฟเกียวโตดีกว่ามาสุ่มเสี่ยงซื้อที่นี่…

Nov 3
ปานวิมาน เกาะช้าง พร้อมบริการคุณด้วยห้องพักระดับ 5 ดาว บรรยากาศริมทะเลคลองพร้าว

Panviman Resort
Panviman Resort

Panviman Resort
Panviman Resort
Panviman Resort

วิมาน สปา ให้รางวัลกับตัวเองและทำให้วันหยุดพักผ่อนของคุณให้เป็นที่จดจำที่ วิมานสปา สำหรับโปรแกรมนวดและสปาของเราเป็นการผสมผสานระหว่างการนวดแผนไทยและสปาทรี ทเม้นต์ตะวันตก เพื่อความสะบายและผ่อนคลายของสุขภาพกายและใจ ทั้งยังช่วยลดอาการปวดของร่างกายและกล้ามเนื้อ

เมื่อคุณเข้าใช้บริการของเราคุณจะได้รับการปฎิบัติและ ดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษเพื่อผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมกับคุณพนักงานของเราได้รับ การฝึกฝนเป็นอย่างดีและมากไปด้วยประสบการณ์ เราใช้สมุนไพรทีผลิตขึ้นเองโดยทีมงานมืออาชีพของเราและส่วนผสมทั้งหมดนั้น เราคัดสรรมาจากสวนสมุนไพรของเราเองทั้งหมดคุณจะได้รับรู้ถึงบรรยากาศที่เป็น ธรรมชาติ สูดอากาศแสนบริสุทธิ์ที่หาไม่ได้จากเมืองหลวง เรายังมีน้ำผลไม้ตามฤดูกาลรสชาติกลมกล่อมเตรียมไว้ต้อนรับท่านที่มาใช้ บริการ

Panviman Koh Chang Resort
Panviman Koh Chang Resort

Panviman Koh Chang Resort
Panviman Koh Chang Resort

Oct 15

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

ย่านเซ็นทรัล (Central)
เขต เซ็นทรัลถือเป็นศูนย์กลางธุรกิจของฮ่องกง เป็นที่ตั้งของบริษัทธุรกิจชั้นแนวหน้าของเอเชีย ธนาคารนานาชาติ สำนักงานใหญ่ของรัฐบาล และศาลสูงสุด เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้าที่เป็นอาคารสำนักงานและศูนย์การค้าอันทันสมัย ตลอดจนโรงแรมชั้นหนึ่ง  ย่านเซ็นทรัลมีสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ยุคปัจจุบัน เช่น ตึก Exchange Square อาคาร Bank of China Tower และตึก Hong Kong Bank และยังมีถนนแบบขั้นบันไดอันเก่าแก่ อาคารสมัยอาณานิคมอันงามสง่า และสวนสาธารณะ

1. สวนสัตว์และสวนพฤกษชาติแห่งฮ่องกง (Hong Kong Zoological and Botanical Gardens) ถูกสร้างขึ้นเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 ด้วยพื้นที่กว่า 5.4 เฮคแทร์ (Hectare) เดิมเป็นที่พำนักของผู้สำเร็จราชการ ต่อมาในปี 1040 ได้มีการขยายให้เป็นสวนสัตว์ และยังเป็นสถานที่ที่ชาวฮ่องกงนิยมมาออกกำลังกาย รำมวยจีนกันเป็นประจำ  ประตูเปิดเวลา 06.00-22.00 น. ทุกวัน ไม่มีค่าผ่านประตู

2. สวนสาธารณะ ฮ่องกง (Hong Kong Park) มีพื้นที่กว่า 10 เฮคแทร์ ตั้งอยู่กลางย่านเซ็นทรัล มีเรือนต้นไม้ น้ำพุ สระน้ำ สวนนก ภัตตาคาร และยังมีศูนย์ศิลปะ Hong Kong Visual Arts Centre และอัฒจรรย์ใหญ่ พิพิธภัณฑ์ชุดถ้วยชาก็อยู่ในบริเวณเดียวกันนี้ ประตูทางเข้าอยู่ทางด้านถนน Supream Court ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน MTR “Admiralty” เข้าชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-23.00 น.

3. Lan Kwai Fong เป็นตรอกแคบๆ รู้จักกันในนาม Matchmakers Alley เป็นย่านภัตตาคารและไนต์คลับ แบบทันสมัย

4. วิคตอเรียพีค (Victoria Peak) ภาพถ่ายของเกาะฮ่องกง ที่เต็มไปด้วยอาคารระฟ้าและแสงสียามค่ำคืนของตึกสูงนั้น ได้มาจาก Victoria Peak นั่นเอง เพราะจุดนี้อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 554 เมตร เป็นย่านที่พักอาศัยที่หรูหราที่สุดบนเกาะฮ่องกง  เดินทางโดยรถรางเพียง 8 นาทีก็ถึงยอดเขา จะมองเห็นทิวทัศน์ของฮ่องกงโดยรอบแบบ 360 องศา บนนี้เองจะมีอาคารรูปทรงแปลกเรียกกว่า Peak Galleria ซึ่งเป็นอาคารสูง 3 ชั้น ประกอบด้วยร้านอาหารและร้านค้า ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ Ripley’s Believe It or Not

สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะแก่การชมทิวทัศน์จาก Victoria Peak แบบ Panorama จะต้องไปถึงประมาณบ่ายแก่ๆ จนกระทั่งมืด เพราะเป็นช่วงเวลาที่จะได้ชมทิวทัศน์โดยรอบของเมือง อ่าว หมู่เกาะทะเลจีนใต้ ฝั่งเกาลูน รวมถึงเนินเขา สวยงามมากเหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และพลบค่ำก็จะมีแสงไฟจากหลอดนีออนทั่วเมืองสว่างไสวสร้างความประทับใจไม่รู้ ลืม

รถรางสถานี Peak Tram ให้บริการเวลา 07.00 – 24.00 น. ค่าโดยสารเที่ยวเดียว 14 ดอลลาร์ ไป-กลับ 21 ดอลลาร์

เขตตะวันตก (Western)

บริเวณนี้เป็นที่ยกพลขึ้นบกของชาวอังกฤษตั้งแต่สมัยอดีตในปี 1841 ปัจจุบันไม่มีร่องรอยหลงเหลืออยู่เลย ประชากรส่วนใหญ่เป็นช่างฝีมือชาวจีนมาแต่ดั้งเดิม ตามถนนเต็มไปด้วยร้านขายของและแผงลอยขายสินค้าตั้งแต่สมุนไพรและโสม จนถึงเฟอร์นิเจอร์แกะสลักด้วยมือ

1. ตลาดตะวันตก (Western Market) อาคารตลาดสร้างใหม่อย่างงดงามในสไตล์โบราณแบบ Edwarian ตั้งอยู่หัวมุมของถนน Connaught และถนน Morrison ในย่านตะวันตก เปิดมาตั้งแต่ปี 1858 และมีการปรับปรุงใหม่ แล้วเสร็จและเปิดให้บริการอีกครั้งในปี 1991 เป็นตลาดสดแห่งแรกในฮ่องกง ปัจจุบันจำหน่ายของที่ระลึก ร้านขายผ้า ฯลฯ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 19.00 น.

2. มหาวิทยาลัยแห่งฮ่องกง (University of Hong Kong) เปิดตั้งแต่ปี 1911 ผู้ก่อตั้งนั้นคือ ดร.ซุน ยัด เซ็น (Sun Yat Sen) ประธานาธิบดีคนแรกของจีนนั่นเอง ที่น่าสนใจคือ พิพิธภัณฑ์ และ gallery แสดงศิลปะของมหาวิทยาลัยแห่งฮ่องกง จัดแสดงศิลปะและวัตถุโบราณแบบจีน ที่นี่ยังเป็นที่เก็บสะสมเครื่องเคลือบที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์สมัยราชวงศ์หยวน ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

3. ถนนฮอลลีวู้ดและถนนโลค คู (Hollywood Road/Lok Ku Road) ที่นี่คือศูนย์รวมวัตถุโบราณของฮ่องกง เช่น เครื่องลายครามจีน เฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยไม้พะยุง ภาพเขียน ของแปลกๆ ที่ Cat Street Galleries House อาคารสูง 4 ชั้น ซึ่งยังเป็นศูนย์รวมของร้านขายภาพเขียนและงานหัตถกรรม รวมถึงมีห้องแสดงศิลปะอีกด้วย

4. วัดมันโม (Man Mo Temple) ตั้งอยู่บนถนนฮอลลีวู้ด เป็นวัดที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดวัดหนึ่งของฮ่องกง สร้างเพื่อเป็นการสักการะเทพเจ้า Kwan Kung เทพเจ้าแห่งสงครามและเทพเจ้า Man Cheong เทพเจ้าแห่งวรรณกรรม
หว่านไจ๋ (Wan Chai)

ยามค่ำคืนบริเวณนี้จะเต็มไปด้วยแสงสีของไนต์คลับ ภัตตาคารจีน และบาร์ ส่วนกลางวันเป็นที่ตั้งของตลาดกลางแจ้ง และเส้นทางเดินเที่ยว “Wan Chai Green Trail” ที่จะเดินผ่านตัวเมืองขึ้นสู่จุดชมวิวบนยอดเขา มีอาคารเก่าแก่ เช่น วัด Tai Wong (Hung Shing) อีกด้านหนึ่งของหว่านไจ๋ เป็นที่ตั้งของศูนย์แสดงศิลปะ สถาบันการแสดง และศูนย์การแสดงนิทรรศการ หนึ่งในนั้นคือ ศูนย์ประชุมและแสดงนิทรรศการฮ่องกง (Hong Kong Convention and Exhibition Centre : HKCEC) หากมองจากฝั่งเกาลูน จะมองเห็นกระจกที่หันมาทางด้านอ่าว ผนังกระจกนี่เองได้ชื่อว่า เป็นผนังกระจกที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นที่ตั้งของอาคาร Central Plaza สูง 78 ชั้น หนึ่งในอาคารที่สูงที่สุดในเอเชีย
คอสเวย์เบย์ (Causeway Bay)

อยู่ติดกับสวนสาธารณะวิคตอเรีย เป็นสถานที่หลบพายุไต้ฝุ่นของเรือประมงและเป็นที่ตั้งของ สนามกีฬา Hong Kong Stadium และสโมสรเรือยอชท์ Royal Hong Kong Yatch Club เป็นอ่าวที่มีการสัญจรหนาแน่นที่สุด สองข้างทางแน่นขนัดไปด้วยห้างสรรพสินค้า ตลาดกลางแจ้ง ร้านขายอาหารสำเร็จรูป โรงภาพยนตร์ บาร์ และภัตตาคาร

1. ปืนเที่ยงวัน (Noon Day Gun) ตั้ง อยู่ในสวนเล็กๆ ตรงข้ามกับโรงแรม Excelsior ในอ่าวคอสเวย์ ที่นี่มีการยิงปืนเวลาเที่ยงของทุกวันมาเป็นเวลากว่า 40 ปี แต่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 1997 ไม่มีการยิงปืนตอนเที่ยงวันอีก

2. วิคตอเรีย พาร์ค (Victoria Park) สวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ใจกลาง Causeway Bay เป็นที่นิยมสำหรับผู้รักการออกกำลังกาย มีสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส และเลนสำหรับวิ่งออกกำลังกาย ยังเป็นแหล่งชุมนุมของประชาชนที่มาร่วมฉลองในช่วงเทศกาลต่างๆ วิคทอเรีย พาร์ค ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ โรงแรม Park Lane บนถนน Gloucester ลงรถไฟ MTR ที่สถานี Causeway Bay และมุ่งหน้าไปทางด้านทิศตะวันออกประมาณ 2 ช่วงตึก

3. อุทยานโอวบุ้นโฮ้ว (Aw Boon Haw Gardens) สร้างในปี 1935 โดยเศรษฐีใจบุญชื่อ โอวบุ้นโฮ้ว ด้วยกำไรจากกิจการยาหม่องตราเสือ ภายในอุทยานมีรูปปั้นตัวละครในนิยายจีนโบราณ เปิดให้ชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.30-16.00 น. เดินทางด้วยรถประจำทาง No.11 ย่านเซ็นทรัลหรือรถไฟใต้ดิน MTR ลงสถานี Causeway Bay และนั่งแท็กซี่เพียงไม่กี่นาที
เขตตะวันออก (Eastern)

บริเวณด้านตะวันออกของสวนสาธารณวิคตอเรียเป็นย่านอุตสาหกรรมหนัก แต่มีอาคารร้านค้าทันสมัย และแหล่งบันเทิงต่างๆ เช่น Cityplaza ที่ Taikoo Shing ส่วนบริเวณ Shau Kei Wan และ Chai Wan เป็นย่านที่อยู่ของชาวจีน มีตลาดและวัดอยู่มาก
เขตใต้ (Southern)

เดินทางจากชายฝั่งเหนือมาประมาณ 40 นาที โดยรถโดยสารประจำทาง หรือแท็กซี่

1. อาเบอร์ดีน (Aberdeen) เคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงที่เงียบสงบ ปัจจุบันกลายเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านภัตตาคารลอยน้ำอันลือชื่อ มีอาหารทะเลรสเลิศ และมีประชากรที่อาศัยอยู่บนเรือ ในยามค่ำคืนแสงสีจากไฟนีออนส่องแสงเป็นประกายทำให้ถ่ายรูปสวย

2. โอเชียนปาร์ค/มิดเดิ้ลคิงดอม/วอเตอร์เวิลด์ (Ocean Park/Middle Kingdom/Water World) โอเชียนปาร์คเป็นสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ อยู่ระหว่างอาเบอร์ดีนและหาดรีพัลส์เบย์ ที่นี่มีกระเช้าลอยฟ้า และบันไดเลื่อนกลางแจ้งที่ยาวเป็นอันดับ 2 ของโลก มีแนวประการัง ตู้ปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก การแสดงสัตว์น้ำ บ้านผีเสื้อ หอคอยโอเชียนปาร์คสูงถึง 72 เมตร สวนไดโนเสาร์ รถไฟเหาะขนาดใหญ่ และเครื่องเล่นอีกมากมาย  ติดกับโอเชียนปาร์ค คือ พิพิธภัณฑ์มิดเดิ้ลคิงดอม ที่จำลองชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีน พระราชวังโบราณ เจดีย์ วัดและถนนหนทาง ใกล้ๆ กันคือ วอเตอร์เวิลด์ ซึ่งเป็นสวนน้ำขนาดใหญ่

3. ตลาดสแตนลีย์ (Stanley Market) อยู่ ทางชายฝั่งตอนใต้ของเกาะฮ่องกง มีตลาดกลางแจ้งของหมู่บ้านสแตนลีย์  จำหน่ายสินค้ามากมาย เช่น เสื้อผ้า เครื่องหนัง เครื่องหวาย ภาชนะเครื่องปั้นดินเผา ผ้าลินิน และเครื่องนอน ที่นี่ยังมีบาร์ ภัตตาคาร ร้านค้ามากมายที่น่าสนใจ และมีชายหาดอยู่ใกล้ๆ ด้วย

Oct 13

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

Passport

สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปสิงคโปร์ Passport (หนังสือเดินทาง) จะต้องมีอายุเหลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือน (นับจากวันที่เดินทาง)

ขึ้นตอนการขอต่ออายุหนังสือเดินทาง

เอกสาร : บัตรประชาชน (พร้อมสำเนา 1 ชุด), หนังสือเดินทางเล่มเดิม, เงินค่าธรรมเนียมการต่ออายุหนังสือเดินทาง ประมาณ 1,000-1,500 บาท

ยื่นคำร้องด้วยตนเอง ที่กองหนังสือเดินทาง กรมกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (เวลา 08.30-15.30 น.) ใช้เวลาประมาณ 3 วันทำการ (สามารถรับหนังสือเดินทางได้ด้วยตนเองหรือขอให้ส่งหนังสือเดินทางโดยทาง ไปรษณีย์ โดยเสียค่าบริการเพิ่มเติม หรือจะฝากให้ผู้อื่นมารับแทน (ต้องมีหนังสือมอบอำหนาจ

ขั้นตอนการขอหนังสือเดินทาง

เอกสาร : บัตรประชาชน หรือบัตรข้าราชการ (ผู้เยาว์ อายุต่ำกว่า 20ปี : สูติบัตร หรือบัตรประชาชน / ทะเบียนบ้ายของผู้เยาว์ และบิดามารดา / หลักฐานทางการทหาร (ชายที่อายุ 17 ปีขึ้นไป) / ทะเบียนสมรส บิดามารดา / บัตรประชาชนของบิดามารดาผู้เยาว์ต้องให้บิดามารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรมลงนามให้ความยินยอม

เอกสารเพิ่มเติม (แล้วแต่กรณี) : ใบเปลี่ยนชื่อสกุล/ทะเบียนการรับรองบุตร/ทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม/ทะเบียน หย่า/ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวของบิดามารดา

ค่าธรรมเนียมประมาณ 1,000-1,500 บาท ใช้เวลาประมาณ 3 วันทำการ สามารถรับหนังสือเดินทางได้ด้วยตนเองหรือขอให้ส่งหนังสือเดินทางโดยทาง ไปรษณีย์ โดยเสียค่าบริการเพิ่มเติม หรือจะฝากให้ผู้อื่นมารับแทน (ต้องมีหนังสือมอบอำหนาจ)

สำนักงานของกองหนังสือเดินทาง

1. กรมการกงศุล กระทรวงการต่างประเทศ เลขที่ 123 ถ.แจ้งวัฒนะ หลักสี่ กรุงเทพ โทร 02 9817171-80 ต่อ 2001-3 (คลิกดูแผนที่)

2. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาปิ่นเกล้า ชั้น 8 โทร 02 884882930 (คลิกดูแผนที่)

3. ศูนย์การค้าเซ้นทรัล บางนา ชั้น 5 โทร 02 7440893-4 (คลิกดูแผนที่)

กรุณาสอบถามรายละเอียดกับทางสำนักงานกงศุล อีกครั้งเพื่อความแน่นอน

Visa การเข้าประเทศสิงคโปร์

สำหรับคนไทย การเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ หากไม่เกิน 14 วัน จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องยื่นเรื่องขอทำ Visa หากต้องการอยู่เกิน 14 วัน สามารถขอ Visa ได้ที่…

สถานเอคอัครราชทูตสิงคโปร์ ประจำประเทศไทย ตึกรัจนาการ ชั่น 9 เลขที่ 183 ถนนสาทรใต้ เขตยานนาวา กรุงเทพ 10120 โทร. 02 2862111, 02 2861434 หรือ e-mail singemb@pacific.net.th (เปิดทำการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 – 12.00 น. และ 13.00-16.30 น.)

สถานทูตไทยในสิงคโปร์ ถนนออร์ชาร์ด สิงคโปร์ 238870 โทร (65) 6737-2644, 67372175-6

ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็ก และคนพิการ ที่จำเป็นต้องใช้ Wheelchair เดินทาง

(Whellchair ส่วนตัวจะต้องโหลดลงเครื่อง ส่วนการใช้ภายในสนามบินจะมี Wheelchair ให้ยืม) กรุณาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ต้องการรับบริการ พิเศษ จากทางสนามบิน ที่ TAX 02 5353571 (มีค่าใช้จ่าย ที่สนามบินไทย 200 บาท ที่สนามบินสิงคโปร์ 40 SGD

การเดินทางสู่ประเทศสิงคโปร์

โดยส่วนใหญ่จะใช้การเดินทาง โดยเครื่องบิน (มีหลายสายการบินให้เลือกเดินทาง เช่น Jetstar  Airways/ สายการบินไทย / สายการบิน สิงคโปร์ แอร์ไลน์) สนามบินของประเทศสิงคโปร์ มีชื่อว่า สนามบิน ชางกี หรือ Changi international Airport ปกติจะใช้เวลาเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ถึง สนามบิน ชางกี สิงคโปร์ ประมาณ 2 ชั่วโมง

ภูมิอากาศของประเทศสิงคโปร์

ประเทศสิงคโปร์มีภูมิอากาศ แบบร้อนชื้นเส้นศูนย์สูตร ซึ่งสภาพอากาศของประเทศสิงคโปร์ก็จะคล้ายคลึงกับสภาพอากาศทางภาคใต้ของ ประเทศไทย กล่าวคือ อากาศจะร้อนและเปียกชื้นทั้งปี และจะมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้นระหว่างอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยคือ 31 องศาเซลเซียส และต่ำสุด 23 องศาเซลเซียส

ประเทศสิงคโปร์มี 2 ฤดู ได้แก่…

ฤดูร้อน จะอยู่ในช่วง เดือนกุมภาพันธ์ – เดือนตุลาคม
ฤดูฝน จะอยู่ในช่วง เดือนพฤศจิการยน – เดือนมกราคม

เวลา

สิงคโปร์เวลาเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง (ดังนั้น อย่าลืมปรับเวลาที่นาฬิกาของท่านเมื่อเดินทางถึงประเทศสิงคโปร์

สิงคโปร์


อัตราแลกเปลี่ยน

สิงคโปร์ใช้สกุลเงิน เหรียญ (ดอลล่าร์) สิงคโปร์ (SGD) อัตราแลกเปลี่ยนจะประมาณ 23-25 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์สิงคโปร์ (กรุณาตรวจเช็คอัตราแลกเปลี่ยนของ สิงคโปร์ ปัจจุบันจาก ลิงค์อัตราแลกเปลี่ยน ด้านล่าง)

ภาษา

สิงคโปร์ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก นอกจากนี้จะมีภาษาจีนกลาง และภาษามาเลย์

ระบบไฟฟ้า

สิงคโปร์ ใช้กระแสไฟฟ้า 220-240 โวลต์ เหมือนกับประเทศไทย แต่รูปแบบของ “ปลั๊กไฟ” จะไม่เหมือนของไทย คือจะเป็นแบบเต้าเสียบ 3 ขา (ของไทยจะใช้สองขา) ดังนั้น จึงต้องใช้ตัวแปลง (จาก 2 ขา เป็น 3 ขา) โดยปกติโรงแรมส่วนใหญ่จะมีปลั๊กสำหรับแปลงไว้ให้บริการ (ค่ามัดจำประมาณ 1 เหรียญสิงคโปร์ ได้เงินคืนเมื่อคืนของ)

โทรศัพท์

หากโทรศัพท์จากเมืองไทยไปสิงคโปร์ ต้องกดรหัสผู้ให้บริการ 001 หรือ 008 หรือ 009 ตามด้วยรหัสประเทศ 65 แล้วตามด้วยหมายเลขที่ต้องการโทร 8 หลัก แต่หากโทรภายในประเทศสิงคโปร์ ก็สามารถใช้เบอร์โทรได้เลย โดยอัตราค่าโทรจะเป็น 0.10 (SGD) ต่อ 3 นาที

การเดินทาง

สิงคโปร์ สามารถเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะได้หลายรูปแบบ ได้แก่…

รถประจำทาง

ให้บริการ 06.00-24.00 น. อัตราค่าโดยสารสำหรับรถประจำทางธรรมดา เริ่มต้นที่ 0.70-1.40 C ส่วนรถประจำทางปรับอากาศ 0.80-1.70 เหรียญสิงคโปร์ (ข้อควรระวังการจ่ายค่ารถประจำทางจะไม่มีการทอนเงินดังนั้น ควรเตรียมให้ให้พอดีกับค่าโดยสารที่ต้องจ่าย)

รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT

ให้บริการ 05.30-24.00 น. อัตราค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 0.80-1.80 เหรียญ (สิงคโปร์) สำหรับนักท่องเที่ยวไม่ควรซื้อตั๋วรถไฟแบบ EZLink ควรซื้อเป็นตั๋วเที่ยวเดียว เพราะว่าขาออกสามารถแลกคืนได้ ตอนซื้อตั๋วจะต้องไปซื้อที่ตู้บริการขายตั๋วอัตโนมัติในสถานีรถไฟ ซึ่งเป็นเครื่องกดแบบช่วยตัวเอง ควรเลือกกดตั๋วแบบ Standard Ticket จากนั้นกดเลือกสถานที่(สถานี)ปลายทางที่เราจะไป เครื่องจะแสดงจำนวนเงินว่าเราต้องใส่ไปกี่เหรียญ จากนั้นเราก็หยอดเหรียญไปตามนั้น ถ้าเกินเครื่องก็จะทอนเงินมาให้โดยอัตโนมัติ (เวลาซื้อตั๋วเที่ยวเดียวเครื่องจะบวกค่าประกันบัตร 1 เหรียญ (สิงคโปร์) ดังนั้น เมื่อเราเดินทางถึง(สถานี)จุดหมาย ก็นำไปคืนที่ตู้ แล้วกด refund โดยสอดบัตรเข้าไป แล้วรับเงินคืน อย่าลืมว่าต้องเป็นภายในวันเดียวกันเท่านั้น)

รถแ็ท็กซี่มิเตอร์

ราคาจะขึ้นตามมิเตอร์ เริ่มต้นที่ประมาณ 2.40 เหรียญ (สิงคโปร์) และเพิ่ม 10 เซ็นต์ ต่อ 250 เมตร

** ต้องจ่ายเพิ่มอีก 50 % หากเป็นการใช้บริการระหว่าง เที่ยงคืน – 6.00 น.

** การใช้บริการจากสนามบินชางกี เพิ่มค่าบริการอีก 3 เหรียญ (สิงคโปร์) ยกเว้นวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 17.00-24.00 น. เพิ่มค่าบริการ 5 เหรียญ (สิงคโปร์)

** การเรียกบริการทางโทรศัพท์ เพิ่มค่าบริการอีก 3.20 เหรียญ (สิงคโปร์) และหากเป็นการโทรจองล่วงหน้าเกิน ครึ่งชั่วโมง ต้องเพิ่มค่าบริการ 5.20 เหรียญสิงคโปร์

** มีการใช้ระบบ ERP (คิดค่าใช้ถนนโดยเครื่องอีเลคโทรนิกส์) จะต้องเสียเพิ่มอีก 30 เซ็นต์ – 2 เหรียญ (สิงคโปร์) ในกรณีที่รถวิ่งผ่านถนนที่มีการคิดเงิน

EZLink

นักท่องเที่ยวที่จะอยู่ในสิงคโปร์นานๆ และจะต้องขึ้นทั้งรถ MRT รถประจำทาง รถแท็กซี่ สามารถซื้อตั๋ว EZLink ซึ่งเป็นตั๋วแบบหักมูลค่าที่ใช้ไปในแต่ละครั้ง EZLink สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้ง MRT รถประจำทาง Taxi สถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง

บัตร EZLink ราคา 15 เหรียญ (สิงคโปร์) (มูลค่าที่ใช้ได้ 7 เหรียญสิงคโปร์ ค่ามัดจำบัตร 3 เหรียญสิงคโปร์ (ได้คืนเมื่อเลิกใช้) และเงินค่าบัตร 5 เหรียญ (สิงคโปร์) (ไม่ได้คืน)

การเติมเงินเพิ่มในบัตร EZLink ทำได้ที่ตู้อัตโนมัติ และเพิ่มได้ครั้งละ 10 เหรียญ (สิงคโปร์)

วิธีการใช้บัตร EZLink ก็ง่ายมาก แค่เอาบัตร EZLink ทาบไปบนเครื่องตัดบัตร ที่มีรูปบัตร EZLink เมื่อเครื่องตัดเงินเรียบร้อยจะมีสัญญาณแจ้งให้เราทราบ

« Previous Entries